Sunday, November 30, 2008

ประสบการณ์ "เมา" ครั้งแรกในชีวิต


ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมพึ่งจะมาดื่มตอนช่วงทำงาน และถึงดื่มก็เพียงแค่มึนๆ ไม่เคยถึงขนาดเมามาก่อน ครั้งนี้อยากลองของครับ อยากรู้ว่าเวลาเมาแล้วตัวเองจะเป็นยังไง เพราะเคยเห็นแต่สภาพคนอื่นเมารู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เลยอยากลองครับ

เริ่มต้นที่ด้วยทางชมรมเรานัดสัมนาประจำเดือนที่ฟิวเจอร์ รังสิตครับ เพราะว่ามันมีลานเบียร์ และเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนพอดี เลยเป็นโอกาสอันดีที่ทางชมรมจะนัดสัมนากัน ก็ต้องบอกอีกรอบครับ ว่านี้เป็นครั้งแรกที่เข้าแหล่งอโคจรแบบนี้ ถึงฟิวเจอร์ก็เย็นๆ หลังเลิกงาน ประมาณ 1830 ได้เพราะรถติด (ศุกร์สิ้นเดือน) ไปถึงรุ่นพี่ที่ปรึกษาชมรมก็บอกว่าตอนนี้ลานเบียร์ยังไม่เปิดหรอก ต้องโน่น 2000 โน่น ก็เลยไปเดินเล่นกันก่อน แต่ว่าผมกับเพื่อนอยากกินข้าวก่อน เพราะทั้งวันกินไปหน่อยเดียวเองหิวมาก เลยบอกให้พี่แกไปจองโต๊ะล่วงหน้ากันไปก่อน ส่วนผมกับเพื่อนอีก 2 คนขอแยกออกไปหาไรกินกันก่อน

กินข้าวไปซักพักพี่แกก็โทรมาตามเพราะว่าหมดไป 1 ทาวเวอร์แล้ว พอดีว่ากินใกล้เสร็จแล้วก็เลยบอกไปว่าเดี๋ยวตามไป จัดการกับชีวิตตัวเองเรียบร้อย แล้วก็เลยเดินไปที่บริเวณจัดงานสัมนาชมรม(ลานเบียร์นั่นเอง) เพราะว่าอาจจะยังหัวค่ำด้วยมั้งครับ (ประมาณ 2030 ได้) คนเลยยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ประมาณ 70% ได้ แต่ครั้งแรกที่เข้าไป "หนวกหูมาก" เพราะว่าที่นั่งค่อนข้างใกล้ลำโพงไปหน่อย ห่างจากลำโพงประมาณ 50 เมตรได้ แต่เปิดกันเต็มที่เล่นเอาหูอื้อไปเลย ไปถึงโต๊ะพี่แกคงรอด้วยล่ะ เพราะว่าเห็นที่โต๊ะ สั่งมา 2 - 3 อย่าง พอไปถึงพี่แกก็สั่งมาอีก 4 - 5 อย่างเลย แต่อยากจะบอกว่าไปกินบุพเฟ่มานะ อิ่มอยู่ อิ่มโคตรๆ เลยด้วย แต่ไม่เป็นไรเสนอมาเราก็สนองให้ :D ระหว่างกินกันก็ถ่ายรูปแล้วส่งให้ ท่านประธานชมรม เพราะท่านประธานชมรมติดอยู่ที่แม่ฮองสอน และไม่มีเครื่องกลับก็เลยต้องค้างอยู่ที่โน่นมา 3 วัน ทางสมาชิกชมรมเลยถ่ายรูปแล้วส่งไปเยาะเย้ยซักหน่อย :D

กินได้ถึง 2200 ได้ก็มีเพื่อนขอตัวกลับไปก่อน ตอนแรกก็คิดว่าคงกินกันอีกแป๋บก็คงกลับแล้วแต่ผิดคาดครับพี่น้อง เพราะพี่แกสายแข็งยังนั่งอยู่ต่อ แล้วได้ยินไม่รู้ใครบอก แต่ว่าในโต๊ะนี่ล่ะบอกว่ารีบกลับทำไมมันเลิกเที่ยงคืน เอาแล้วไง แววเมามาแล้วไง แต่ไม่เป็นไรวันนี้ตั้งใจมาเมาอยู่แล้วก็เลยกินไปเรื่อยๆ ตอนแรกเริ่มกินทีล่ะ 1/4 แก้ว แล้วค่อยๆ เป็น 1/2 จนสุดท้ายจำได้ว่ายกชนแก้วกันแล้วกระดกรวดเดียวหมดเลย (นี่ขนาดตูไม่เคยกินนะนี่) ในที่สุดก็กินกันยาวยันลานเบียร์ปิดจริงๆ ด้วย แต่ไม่ได้อยู่ช่วยเขาเก็บลานหรอกนะครับ วงสุดท้ายเลิกได้สักแป๋บนึงก็เดินออกเลย ตอนกลับก็ยังดีหน่อยที่กลับกัน 3 คน เมา 2 ผมกับเพื่อนอีกคน ส่วนเพื่อนอีกคนไม่ค่อยเมาเท่าไหร่ ก็เลยนั่งหน้าบอกทางแท็กซี่ได้ แต่ผมต้องลงคนสุดท้ายครับ แต่ยังดีที่ยังบอกทางแท็กซี่ไปถึงห้องได้ กว่าจะถึงห้องได้เล่นเอาแถบตาย เพราะว่าห้องผมอยู่ชั่น 5 ไม่มีลิฟต์ ต้องเดินขึ้นบันได ไอ้เหนื่อยนี่ไม่เหนือยเลยนะครับ แต่ว่าที่มันลำบากคือทรงตัวไม่อยู่ รู้สึกว่าพอลงแท็กซี่แล้วเหมือนอาการเมามันจะหนักกว่าตอนขึ้นรถอีก ทั้งเดินเซ ขาก็อ่อนไม่มีแรงเลย ตอนเดินเข้าห้องแล้วปิดประตู จำได้ว่ารู้สึกโล่งมาเหมือนไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว ตอนี่เมาหนักที่รู้สึกจะตอนที่อยู่ในห้องน้ำ เพราะว่ายืนอาบไม่ได้จริงๆ เพราะทรงตัวไม่ไหวครับผม นั่งอาบมันซะงั้น ขนาดนั่งนี่ยังทรงตัวไม่ไหวเหมือนกัน เผลอนอนไป 2 - 3 รอบ (อนาถตัวเองจริงๆ) แต่อย่างน้อยก็ยังอาบน้ำก่อนกลับมานอนล่ะฟร่ะ

วันรุ่งขึ้น ตื่นตอน 0700 โมง อยากนอนตื่นสายๆ แต่ว่ามันจะตื่นแบบนี้ตลอด เบื่อตัวเองจริงๆ ตื่นมาก็มึนๆ เล็กน้อย แต่ปวดหัวมากกว่า ไปอาบน้ำแล้วก็มาเปิดการ์ตูนดู แบบหลับๆ ตื่นๆ เพราะตอนนั้นคิดว่าถ้าหลับแล้วอาการมันน่าจะดีขึ้น แล้วก็จริงเพราะว่าหลับๆ ตื่นๆ เหมือนว่าถ้าลืมตาแล้วโงหัวขึ้นมาเมื่อไหร่ มันจะมึนหัวทันที ก็เลยนอนหลับตาฟังการ์ตูนซะงั้น

สภาพตอนเมา: ตอนนั้นมันสนุกดีน้อ ไม่รู้ว่าเพราะมีเพลงด้วยหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าเมาแล้วโวยวายครับ เพลงอะไรมาก็ร้องตามมันหมดซะงั้น แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกตัวตลอด แค่มันควบคุมตัวเองไม่ได้เรื่องการทรงตัว ภาวะตรรกะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ตอนนั้นจำได้ว่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเข้า search.twitter.com จะดูว่าใครพูดถึงบ้างหรือเปล่า เฮอะๆ มันอยู่ในสายเลือดแล้ว

ทำไมถึงอยากเมา: ก่อนอื่นอย่างที่บอกครับ ไม่เคยกินมาก่อน ยิ่งตอนเรียนนี่ไม่แตะเลย แต่ว่าพอมาทำงานก็เริ่มกินบ้างนิดหน่อย ไม่ได้ถึงขนาดเมา แค่มึนๆ ตอนนี้ก็เลยอยากเมาซะหน่อย อยากรู้ว่าตัวเองเป็นยังไงบ้าง แล้วอีกอย่างเราก็กินกับคนรู้จัก ไม่ไกลบ้านเท่าไหร่ก็เลยโอเค

สรุปแล้วผมว่านะครับ การที่เราไม่กินเหล้าก็ไม่แปลก แต่บางครั้งในชีวิตจริงอาจจะหนีไม่ได้จริงๆ แค่ลองให้รู้ แต่ไม่ได้ลองเพื่อให้ติดก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนะครับ เพราะชีวิตเรามันเลือกอย่างที่เราชอบไม่ได้ตลอดหรอกนะครับ ทำเรื่องที่เราไม่ชอบไว้ซะบ้าง ชีวิตจะได้มีรสชาด :D

Tuesday, November 25, 2008

blog ของกระผม

blog นี้ก็เขียนมานานแล้วเหมือนกัน ตอนแรกว่าจะเอาไว้ note เรื่องงาน แต่ว่าตอนนี้เอาไว้ระบายครับ สารพัดเรื่องเลย เคยคิดจะเอาโฆษณาลง ตอนช่วง adsense มีภาษาไทยใหม่ๆ (ทำแล้วด้วย) หรือว่าเอาปุ่มบริจาคลง แต่ว่าก็ละอายแก่ใจ เพราะไม่ได้ blog นี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใครสักหน่อย (นอกจากผมเอง) อาศัยเขียนเอามัน เขียนเอาฮา (ถ้ามันจะฮา) ก็เลยไม่ได้คิดจะหารายได้จากที่นี่ (เพราะคิดว่าถึงจะหาก็คงไม่ได้อยู่ดี :P) แต่ถ้าบาง entry มีประโยชน์ อยากใช้ก็ไม่ว่าเลยครับ

แต่ถึงยังไงก็ขอใส่ลิขสิทธิ์ไว้สักหน่อยพอเป็นพิธี บทความนี้ของสงวนสิทธิ์ไม่ให้นำเอาไปใช้เชิงพานิชย์ และถ้านำไปใช้ต่อก็ขอให้ใช้ลิขสิทธิ์ในแบบเดียวกัน ส่วนการอ้างถึงผมยกสิทธิ์นี้ให้ผู้ที่นำเอาไปใช้ เมื่อไม่ได้ละเมิดข้อตกลงข้างต้น

ไม่ชอบ "เทพ"


เคยไหมครับ อ่านกระทู้ถาม-ตอบ แล้วจะเห็นคนตั้งกระทู้ถามหา "เทพ" เทพโน่น เทพนี่ เข้าใจอยู่ว่าต้องการหาคนที่เก่งเรื่องนั้นจริงๆ พอดูแล้วบางปัญหามันก็ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร เป็นแค่ "เส้นผมบังภูเขา" นิดเดียว ใช้เวลากับมันสักนิดก็เจอคำตอบแล้ว

บางคนก็ไม่ได้คิดมากเรื่องการใช้คำพูดนะครับ แต่สำหรับผมเนี้ยะ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับมันมากเลยทีเดียว(โรคจิตรส่วนตัว ส่วน blog นี้คนอ่านน้อย ถือเป็นข้อยกเว้น 555+) ยิ่งเป็นข้อความที่เผยแพร่ให้คนเยอะๆ ได้อ่านแล้ว ยิ่งต้องปราณีในการใช้มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นถ้าเจอกระทู้ประมาณนี้ ผมก็เลยไม่กล้าตอบ เพราะไอ้กระผมไม่ใช่ "
เทพ" เป็นได้อย่างมากก็แค่ "เทพเป็ด"(ทำได้ทุกอย่าง แต่ทำไม่เป็นเลยซักอย่าง) ก็เลยเลี่ยงๆ ที่จะบอกกระทู้ประเภทนี้ ปล่อยให้ "เทพ" ตัวจริงเขามาตอบดีกว่า อย่างมากก็เข้าไปอ่านแล้วซึมซับเอาความเป็น "เทพ" ออกมา :D

Monday, November 24, 2008

BOYdPOD the short film หนังสั้นที่รอคอย


วันนี้พึ่งรู้ว่ามีแจกบัตรฟรีกันอีกแล้ว แล้วเป็นบัตรหนังที่อยากดูมากเรื่องหนึ่งซะด้วย เสียดายอย่างแรงครับ เพราะว่าส่วนตัวคลั่งพี่บอยด์อยู่แล้ว แล้วยิ่งเป็นอัลบั้ม BITTERSWEET นี่ด้วย เพราะเคยได้ยินพี่บอยด์ ให้สัมภาษณ์ใน true บอกว่าจะเอาเพลงในอัลบั้มไปทำหนังสั้น ซื้อตอนแรกก็คิดว่าจะเป็น MV ของพี่เขา แต่ว่าก็ผิดคาดครับเป็นหนังสั้นจริงๆ ที่รู้เพราะว่าได้เห็นตัวอย่างในโรงหนัง ตอนที่เห็นครั้งแรกดีใจมากเลยครับ เพราะว่ามีคนมาช่วยเราทำให้ความคิดเกี่ยวกับเพลงของพี่บอยด์ เป็นตัวเป็นตนซักที

แต่ข่าวร้ายที่พึ่งเจอก็คือ มีรอบฉายอยู่ 3 รอบ (ข้อมูล: majorcineplex.com) ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเหลือรอบฉายหรือเปล่า ตอนนี้ก็ไม่ใหม่เข้าไปจองซะด้วยดิ จะให้จอง 24/7 ซะหน่อยก็ไม่ได้ พรุ่งนี้เลยต้องไปลุ้นดูว่า ที่ เอสพลานาส จะมีเหลือให้เราหรือเปล่า แต่คาดว่าคงไม่เหลือแน่นอน ไม่ได้ตุ๊กตาก็ไม่เป็นไร นั่งเกาอี้เสริมก็ยอมครับงานนี้

Update: ตอนนี้โรงสุดท้ายที่ฉายคนเต็มไปเรียบร้อยแล้ว อดดูตามระเบียบ

Saturday, November 22, 2008

"ช. ช้าง" ของเรา


จากที่เคยเขียนเรื่อง @chanwit ขอความช่วยเหลือพอร์ตฟอนต์ เพื่อจะได้ส่งไปให้ google เอาใส่ไว้ใน core ของ Android คราวก่อน ตอนนี้ก็วาดเสร็จกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ เท่าที่เห็นมีคนมาช่วยเยอะเหมือนกัน มีทั้งที่คิดอยากจะทำ แต่พึ่งเริ่มใช้ InkScape เลยไม่ค่อยถนัด ทำเสร็จแล้วแต่ผิดฟอนต์ หรือว่าทำออกมาแล้วไม่ดียังไง อย่างน้อยแค่คิดที่จะช่วย แต่ไม่ได้ลงมือทำ ผมก็ดีใจแล้วครับ เพราะคุณก็คือหนึ่งในทีมที่ช่วยสร้างภาษาไทยสำหรับ Android ให้คนไทยใช้นะครับ
ตอนนี้เข้าใจว่าเหลือแค่ทางเรา review ซ้ำอีกรอบ แล้วส่งให้ google เอาไป bundle ไว้ใน core ของ Android อีกทีก็เรียบร้อยแล้วครับ

Thursday, November 20, 2008

When I meet the "20th Century Boys"






ภาพ: http://keng.ws

ภาพ: http://lamduanjazz.exteen.com

ว่าจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ไปดูแล้ว แต่จำได้ว่าคืนที่กลับมาถึงห้องก็ดึกมากแล้ว เลยหลับไปก่อนแล้ว อีกอย่างตอนนั้นคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะเขียนยังไง ไม่ให้สปอยด์หนัง เพราะว่าตอนนี้หนังพึ่งเข้า เลยไม่อยากให้คนอ่านที่คิคจะไปดูเสียอารมณ์ (แต่ว่าก็ไม่ค่อยมีคนอ่าน blog กระผมมากเท่าไหร่นี่หว่า คิดมากซะงั้น :P)

พอดีว่าได้บัตรมาฟรีครับ ไปดูหนังฟรี ดูก่อนฉาย แถมได้เสื้อฟรีอีก ชอบบ ตอนแรกคิดว่าจะได้ไปดูคนเดียวเหมือนกัน แต่พอเห็นรายชื่อที่ประกาศก็โล่งหน่อย มีพี่ที่ทำงานไปด้วย (อุตส่าห์กล่อมตั้งนาน แต่พี่แกก็อย่างดูอยู่เหมือนกัน) เลยอาศัยรถไปด้วย พอดีว่า @celerachan ไม่มีรถไปก็เลยขอพี่เขาเอาติดรถไปด้วยกัน วันนั้นก็เลยได้นั่งรถไป กับลูกสาวกำนันซะงั้น :D

หนังเริ่มตอน สองทุ่มกว่า เดินเข้าไปในโรงก็โอ้ว แม่เจ้าาา โรงใหญ่มาก (โรง 13 เมเจอร์รัชโยธิน มี 2 ชั้นด้วย) ไอ้เราก็นั่งอยู่แถว J ชั้นล่าง ก่อนหนังฉายก็โฆษณา ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่มี เพราะเป็นรอบไม่ปกติ แต่จนแล้วจนรอด ก็ได้ดูโฆษณาเป็นปกติ ก่อนดูก็นั่งทำอยู่แป๋บเพราะว่าไม่เคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆ อย่างมากก็ได้แค่มีพี่ที่ทำงานเล่าให้ฟัง แต่ก็ไม่คิดที่จะหาเรื่องย่ออ่าน เพราะว่ากลัวอ่านไปแล้วมันต้องตั้งความหวัง แล้วรู้แนวเรื่อง กลัวจะทำให้ผิดหวังกับตัวหนัง และอีกอย่างก็คือรู้ว่าเป็นทีมสร้างเดียวกันกับ Death Note เลยอุ่นใจไปเปราะหนึ่ง แต่งานนี้ยังไงก็ต้องตั้งอกตั้งใจ ดูหนังเอาเป็นเอาตายกันเลยทีเดียว พอหนังเริ่มฉายก็มีโลโก้เดียวกับ โดเรม่อน ยังแอบคิดว่าถ้าโลโก้หายไปจะมีเพลงธีม โดเรม่อนขึ้นมาหรือเปล่า :P พอหนังเริ่มก็เอาแล้ว โดนแล้วไง ภาษาญี่ปุ่นมากันเต็มโรงเลย เป็นว่าเรื่องนี้ไปนั่งอ่าน subtitle เพราะว่าหนังที่เอามาฉายเป็น ซาวแทรกค์ ก็เลยได้โอกาสทวนภาษาญี่ปุ่น เข้าใจอยู่ประมาณ 15% ของเรื่อง

หนังยาวประมาณ 3 ชั่วโมงครับ พอดูหนังจบ ถ้าหากคิดในมุมมองของคนที่ไม่เคยอ่าน (และจะพูดในมุมมองของคนที่ไม่เคยอ่าน) ที่มีความรู้เกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้แค่ว่า มันเป็นเรื่องของหายนะที่เกิดขึ้นจริง ตามหนังสือการ์ตูนที่ "เคนจิ" วาดไว้ตอนเด็ก ผมว่า ผมอิ่มนะ อิ่มกับตัวเรื่องที่หนังถ่ายทอดออกมาให้เห็นได้ชัดที่เดียว แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่า ห้ามรับโทรศัพท์ ห้ามหันไปเม้าท์กับเพื่อน หรือว่าตั้งใจแตะเก้าอี้คนข้างหน้านะครับ ไม่เช่นนั้น อาจจะพลาดส่วนสำคัญของหนังไปเลยทีเดียว พอดูหนังจบ สิ่งแรกที่นึกเลยก็คือ อยากไปหาหนังสือการ์ตูนมาอ่านมากก อันนี้อยากได้ส่วนตัว และอีกอย่างเท่าที่อ่านดูในบล็อกของคนที่ไปงาน มีบางคนบอกว่าโดนตัดจากการ์ตูนไปพอสมควร แต่โดยรวมๆ แล้ว หนังก็ยังรักษาเนื้อเรื่องได้สมบูรณ์ ไม่ได้หายไปจนไม่เหลือเยื้อใยต่อกัน :D

รวมๆ แล้ว หนังเรื่องนี้น่าดูครับ ไม่ได้ดูยากมากนัก แค่ตั้งใจดูก็พอ

แล้ว มาเล่นกันนะครับ

คะแนน: 8/10

ปล. ขอบคุณ @iwhale, @OaddybeinG และทีมงาน kapook.com ท่านครับ :D

Tuesday, November 18, 2008

มาวาดฟอนต์กัน

วันนี้เห็น tweet ของ @chanwit เรื่องขอความช่วยเหลือเรื่องวาดฟอนต์ภาษาไทย เพื่อจะนำไป bundle ใน core ของ Android เลย ตอนแรกเห็นว่าจะเอา font ภาษาไทยที่มีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากติดปัญหาลิขสิทธิ์ที่ไม่ตรงกัน (Android ใช้ Apache License ส่วนที่จะเอามาใช้เป็น GPL) เลยต้องขอความร่วมมือคัดลอกฟอนต์ขึ้นมาใหม่ ถ้าใครสนใจช่วยก็เชิญได้นะครับ :D ช่วยๆ กันเพื่อภาษาไทย รายละเอียดติดตามได้ที่ droidsans ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม :
- droidsans.com :: มาพอร์ตฟอนต์กันเถอะครับ
- Project Host :: http://code.google.com/p/thai-droidsans/

Monday, November 17, 2008

สวัสดี ไอโฟน 2 :: The iPhone you've been waiting for

เป็นข่าวครึกโครม + ทำให้คนไทยตื่นเต้น กันอยู่พักใหญ่แล้ว กับข่าวการเข้ามา "อย่างเป็นทางการ" ของ iPhone ที่ในช่วงแรกก็มีข่าวไปในทางที่ว่า true กับ dtac จะเป็นผู้ที่ได้สิทธิ์การขาย iPhone จนกระทั้งถึงวันนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า มีเพียง true ที่ได้สิทธิ์นี้แต่เพียงผู้เดียว (ขณะที่เขียน) ซึ่ง true เองก็เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ เพื่อกวนกระแสไปบ้างแล้ว (iPhone at true coffee โดย @ipats)


ถึงวันนี้ก็มีเรื่องที่อยากรู้อยู่ 2 - 3 เรื่องก็คือ ราคาเครื่อง น่าจะอยู่ซักราวๆ 15,000 ซึ่งเป็นที่แน่นอน ว่าจะติดสัญญาไประยะหนึ่ง และรวมทั้งค่าบริการรายเดือนที่ระบุในสัญญา ซึ่งผมกำลังมองว่า สัญญาที่จะทำกับ true จะเป็นตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนไทย ใช้ หรือว่า เลิกใช้ iPhone ที่ true จัดจำหน่าย ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่า true น่าจะใช้สัญญาที่จ่ายรายเดือนไม่มากนัก แต่ระยะเวลานานขึ้น เพราะ true เองก็ถือข้อมูลผู้ใช้อยู่ไม่ใช่น้อย การหาค่าบริการรายเดือนที่ผู้ใช้มีความสุขในการจ่าย คงไม่ใช่เรื่องยากมากนัก ถ้าทุกอย่างลงตัว บรรดาพ่อค้าหน้าเลือดแถวๆ แหล่งขายไอโฟน กลางเมืองหลวง คงได้หมดเนื้อหมดตัวกันเป็นทิวแถว (เท่าที่รู้มา ร้านโทรศัพท์ จะได้กำไรจากการขายประมาณ เครื่องละ 20% - 30% เป็นอย่างน้อย) เพราะต่อให้ราคาแพงกว่าเครื่องแถวนั้น แต่รูปแบบประกันของ Apple ที่เปลี่ยนเครื่องใหม่ได้เลยถ้าเครื่องมีปัญหา ผมว่าแค่นี้ก็กินขาดแล้วนะครับ

ปล. ท่านศาสดา มองเห็นประเทศไทยแล้ว

Sunday, November 16, 2008

TODAY - Angela Aki :: ติด iPod ไว้ไม่เสียหลาย


ความจริงได้ CD แผ่นนี้มานานมากแล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าไปเดิน B2S แล้วอารมณ์อยากฟังเพลงญี่ปุ่น เดินไปเดินมาก็เห็น CD แผ่นนี้อยู่บนแผง โอ้ว เห็นปกก็โดนเลยครับ เป็นผู้หญิงที่เท่ห์มากกก ก็เลยสอยมาซะ
ฟังครั้งแรกก็เฉยๆ นะครับ เพราะว่าเพลงส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่าไหร่ จับได้ยู่ไม่ถึง 10% เท่าที่ความรู้ภาษาญี่ปุ่นของผมเอื้ออำนวย แต่ว่าพอฟังไปซักพัก ก็ชอบอยู่หลายเพลงเหมือนกัน โดยเฉพาะ Silent girl ตอนที่เขียนนี่ก็เห็น MV เพลง Home ของ Aki ใน YouTube ทำให้อยากได้ CD อีกแล้ว

รวมๆ แล้วอัลบั้มนี้จะออกไปทาง j-pop ที่เป็นแบบฟังสบายๆ ไม่ได้หนัก หรือว่าเป็นเพลงแนววัยรุ่นเท่าไหร่นัก ประมาณว่าออกมาเอาใจคน 25+

Saturday, November 15, 2008

Are you an Android?

วันนี้พึ่งรู้ว่า Android มีเครื่องหิ้วมาในไทยแล้ว (สถานที่ซื้อ ก็ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้ว) งานนี้ก็มีหลายคนตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน เพราะเขียนโปรแกรมบน emulator มานาน งานนี้มีของจริง ให้ทำพังจริงๆ แบบไม่มีแสตนอิน ใช้กันแล้ว ผมเองก็ต้องยอมรับก่อนว่าเคยเขียนลองเขียนโปรแกรมบน Android แล้วเหมือนกัน แต่ด้วยงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง สุดท้ายก็ต้องพับความอยากลงกล่องไป

ตอนนี้ก็เลยมาคิดเรื่องโปรเจ็คที่ไปรู้มา เพราะว่าเขาต้องการเขียน App บน iPhone เลยต้องซื้อ iMac (รุ่น Top - ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจำเป็นต้องซื้อรุ่นนี้หรือเปล่า) + iPhone (jailbreak - เพราะที่นี่คือประเทศไทย) อืมมม ครั้งแรกที่รู้ อึ้งครับ ไม่รู้ว่า เขาจะรู้หรือเปล่าว่า ต้องเอา app ที่เขียน ขึ้นบน App Store เพื่อกระจายให้เครื่องอื่นๆ แล้วถ้า Apple ไม่ยอมล่ะก็ งานนี้มีพังครับพี่น้อง แต่เห็นเขาเก่งแบบนี้ คงทำได้อยู่ แต่อันนี้เป็นเรื่องของเขาครับ ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะตอนที่เขียนนี่ของมาครบแล้ว เหลือแต่ไปทะเลาะกับ Apple ต่อกันเอาเอง แล้วถ้าเกิดทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหา ตอนที่กระจาย app นี้ออกไป ไม่อยากจะนึกเลยว่าคนจะคิดยังไงกับองค์กร ไอ้กระผมทำได้แค่กระซิบไปเบาๆ + แค่สงสัยส่วนตัวว่า ทำไมไม่ใช้ Android น้า หรือว่ามันไม่เท่ห์ มันไม่หรู่เท่า iPhone (ในความรู้สึกของพี่แก)

คิดอยู่เหมือนกันว่า มือถือเครื่องต่อไปจะเป็นอะไรดี iPhone หรือว่า G1 ดี (พูดเหมือนคนมีฐานะอีกแล้ว) เพราะยังไงผมก็เป็นแฟนทั้ง iPhone และ Android อยู่แล้ว :D

ปล. ตอนแรกกะว่าจะเขียนสั้นๆ ดันยาวซะงั้น แล้วกลายเป็น blog บ่นได้ไงหว่า ไม่รู้ ไม่ชี้เราเลยตามเลย :P

Friday, November 14, 2008

ไปดูหนังกันเถอะ "เพื่อน"

ต้องออกตัวก่อนว่า ผมมีเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนในชีวิต เพราะพึ่งรู้จักหนังสือการ์ตูนที่ไม่ใช้ ขายหัวเราะ หรือว่ามหาสนุก ตอนอยู่ มหา'ลัย ปี 3 (ก็ไอ้กระผมมันเด็ก ชนบทนี่หว่า เฮอะๆ) ก็เลยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่อง 20th Century Boys น้อยมาก เคยเห็นอยู่ใน wiki เหมือนกัน แต่เห็นเนื้อหาแล้วตาลาย กลัวจะเป็นแบบ Death Note ที่ตอนแรกแค่ได้ยินแต่ "เพื่อน" มาคุยกัน ก็ไม่ได้สนใจ จนได้อ่านจริงๆ ก็ตอนทำงานแล้วนี่ล่ะครับ วางไม่ลงเลย อ่านรวดเดียวจบ (วันล่ะเล่ม :D) ตอนนี้ว่าจะอ่านเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวซ้ำรอย เดิมอีก แล้วอีกอย่างยิ่งงานยุ่งๆ อยู่ กลัวจะโดนทั่นหัวหน้าจะได้แจกซองผ้าป่าซะ

แต่ที่ทำให้สนใจเรื่องนี้ก็เพราะว่า สัญลักษณ์ ข้างบน (คิดว่าผมเป็นพวกบ้าสัญลักษณ์) ดูมันเท่ห์ดี แล้วพึ่งรู้มาเมื่อไม่นานนี้ว่า การ์ตูนเรื่องนี้ทำออกมาเป็นภาพยนต์ เตรียมฉายแล้วก็ โอ้วดีมากเลย ไม่ต้องเสียเวลานั่งอ่านเป็นวันๆ รวบรัดตัดตอนดูเอาจากหนังเลยดีกว่า ถึง อาจจะ (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง "อาจจะ" เท่านั้น) เสียอารมณ์ ในเรื่องของการถ่ายทอดเอาการ์ตูนออกมาไม่สมบูรณ์ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของผม เพราะผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากพอที่จะไปวิจารณ์ได้ (ไม่เหมือนกับ Red Cliff ต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้ดูแล้วเสียอารมณ์มาก) แล้วพึ่งรู้มาอีกว่า ทาง kapook.com ได้จัดรายการพิเศษ ดูหนังเรื่องนี้ก่อนฝรั่ง บ่ะ น่าสนๆ (ทีสำคัญได้เสื้อด้วยยยย) ก็เลยสมัครไปซะหน่อย แต่ก็ทำใจอยู่เหมือนกัน เพราะว่าไม่มีดวงทางนี้ด้วย แต่ถ้าใครอยากลอง เข้าไปที่นี่เลยครับ 20thboys.kapook.com (ถ้าได้ขอใบนะครับ แฮะๆ)

เพิ่มเติม:
- 20thboys.kapook.com
- วิกิพีเดีย::ทเวนตี้เซนจูรี่บอย

Thursday, November 13, 2008

สวัสดี ไอโฟน

วันนี้กลับมา อ่านข่าวใน blongnone แล้วถึงกับตกใจ เพราะว่าตอนนี้มีข่าววงในหลุดออกมาผ่าน MxPhone ว่า True ได้รับสิทธิ์ขาย iPhone ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเท่าที่รู้คิดว่าตัว True เองก็เหมาะสมอยู่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องเครื่อข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุม และหลากหลาย มากกว่าทาง dtac ที่เคยเป็นข่าวว่าจะมีสิทธิ์ขาย iPhone อีกราย (ถ้าไม่คิดในเรื่องของประสิทธิภาพของตัวเครือข่าย) ตอนนี้ก็รอลุ้นว่าจะมีเครื่องที่ไม่ติดสัญญาออกมาให้คนแถวนี้กระเป๋าฉีก หรือเปล่า แต่ว่าถึงจะมาก็มาครับ N-Gage (QD Silver edition) กระผมยังไม่พังก็อีกนาน :D

แต่ถึงยังไงก็ตาม ขณะนี้ยังไม่เห็น ธงชาติไทย ในรายการประเทศที่จะมี "ไอโฟน" ของ Apple ครับ

ข่าวอื่นๆ
- Blognone - ทรูมูฟได้สิทธิ์นำเข้า iPhone 3G ในประเทศไทย!
- Positioning - มาแล้ว "ทรูมูฟ" ขาย ไอโฟน
- ไทยรัฐ - 'ทรูมูฟ' เตรียมขาย iPhone 3G ในไทยรายแรก
- ผู้จัดการ - ทรูมูฟพร้อมขาย iPhone 3G ในไทย

ปล. เคยไปเดินดูเครื่องใหม่อยู่เหมือนกัน สงสัยน้อยใจเลยเปิดเครื่องไม่ติดซะงั้น

Tuesday, November 11, 2008

สวัสดีเมืองไทย เราพูดภาษาไทย


วันนี้ได้อีเมลของ Apple มาแจ้งเรื่องการเปิดตัวของ Apple Online Store Thailand อย่างเป็นทางการ ตอนช่วงเช้า ก็เริ่มดีใจมากขึ้นไปเรื่อยๆ ว่า ภาษาไทยใน iPod มีแววว่าจะได้ใช้งานเต็มที่กันซักที ไม่ต้องมานั่งดัดแปลงอะไรกันอีกแล้ว ตอนนี้ก็เลยทำให้อยากได้ Product Red ซะจริงๆ

สำหรับคนที่อยากได้ iPhone 3G แบบไม่ต้องหิ้ว + มีประกันจาก Apple ก็เตรียมกระเป๋าฉีกกันได้เลยนะครับ มาแน่ๆ :D

Monday, November 10, 2008

สวัสดีประเทศไทย - Apple Store Thailand


ถือเป็นข่าวใหญ่อยู่ไม่น้อยเลยที่เดียว สำหรับสาวก Apple เพราะตอนนี้ ศาสดา ได้เล็งเห็นว่ามีประเทศไทยปรากฎอยู่บนแผนที่โลกฉบับ Apple แล้ว เพราะตอนนี้ Apple Store Thailand ได้เปิดอย่างเป็นท่าการแล้ว ส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะเป็นการยืนยันเรื่องการได้สิทธิ์ขาย iPhone ในไทยของ true และ dtac กลายๆ ส่วนราคาสินค้า ก็ไม่ได้ต่างจากตัวแทนในประเทศมากเท่าไหร่นัก แถมมีบางรายการที่แพงกว่าด้วยซ้ำ อีกทั้งรายการสินค้า ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่าง จนเป็นที่ดึงดูดให้ซื้อผ่านเว็บมากเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นว่ายังไม่ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มตัวนัก ถ้าอะไรเข้าที่ เข้าทางมากกว่านี้ คิดว่า Apple คงได้มาปล่อยของให้เราได้กระเป๋าฉีกกันแน่นอน เปิดร้านอย่างเป็นทางการ วันที่ 11 พย. มารับวันลอยกระทงกันเลยทีเดียว ส่วนรายละเอียดจริงๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ Siampod หรือเข้าที่เว็บ Store ได้โดยตรง ครับ

ปล. ต้องขอบคุณพี่กั้ง (@kangg - Siampod) ที่ Tweet มาให้รู้ ไม่งั้นล่ะก็ตกข่าวแน่นอน
ปล. 2 ตอนนี้มีโปรโมชั่นซื้อของช่วงนี้รับเสื้อที่ระลึก (มูลค่า 199 บาท แฮะๆ อันนี้ล้อเล่น) ถึงวันที่ 24 พย. หรือจนกว่าของจะหมด
ปล. 3 ตอนแรกว่าจะเอารูป Banner สีม่วงใน Store ขึ้น แต่ว่าเปลี่ยนใจมาใช้รูปนี้จะดูแรงกว่า :D

ที่มา: store.apple.com/th, siampod.com

Sunday, November 9, 2008

ช่วงเห่อ Wii


ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ ได้ยามเสียเงินจนได้ ไปซื้อมาหลังงาน #mashcampbangkok ไปอยู่ครึ่งวัน เพราะว่ามีธุระจริงๆ ขอโทษนะคร้าบบบบ ถึงจะอยู่แค่ครึ่งวัน ก็ได้ไอเดียมาทำโปรเจ็ค @twfit เลยครับ ประมาณว่าจะใช้จิตวิทยาหมู่ ของ cloud ช่วยให้คนลดน้ำหนัก ผ่าน twitter ส่วนชื่อนี่ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นชื่อนี้หรือเปล่า เอาเป็นว่าชื่อนี้เป็นชื่อชั่วคราว ภายใต้ โค้ดเนม Psyphon แล้วกันครับ เดี๋ยวเอาไว้เล่าอีกทีตอนที่เตรียมรายละเอียดครบ แล้วดีกว่า ช่วงนี้อยู่ในช่วงหาข้อมูล :D เข้าใจว่าต้องหากันเยอะเลยทีเดียว อย่างน้อยๆ ก็ สถิติ + จิตวิทยา + ข้อมูลโภชนาการ เอาเป็นว่าถ้าเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ + มีตัวอย่างให้เล่น ค่อยเอามาเขียนดีกว่าจะได้เห็นภาพ

ส่วนตอนนี้ยอมรับเลยครับว่าเห่อ Wii มากเพราะว่าคงเป็นเกมที่คิดแล้ว คิดอีก และคิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะซื้อ อย่างน้อยๆ ก็หาข้อมูลนานกว่าทำหัวข้อจบปี 4 ล่ะกัน :P เกมที่เล่นบ่อยๆ ก็มี Mario Galaxy + Wii Fit + Wii Sport ซึ่งเป็นเกมเป้าหมายที่อยากเล่นอยู่แล้ว และก็ไม่ผิดหวังซะด้วย ส่วนที่ผิดหวังนิดหน่อยก็คือ Okami เพราะว่าควบคุม "พู่กัน" ยากอยู่เหมือนกัน ติดตั้งแต่ด่านแรกๆ ที่ให้วาดดาว นานเหมือนกันกว่าจะได้ แต่ว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นมือใหม่ Wii ครับ (เป็นเกมที่ 2 รองจาก Wii Fit ที่ประเดิมเครื่อง) เลยยังไม่ค่อยถนัดกับการใช้งานเท่าไหร่ เหนื่อยมาก กับ Wii Fit แต่ก็ชอบครับ ไม่เบื่อดี เพราะว่าเราเปลี่ยนรูปแบบการ "เล่น" ได้ตลอดเวลา อีกทั้งด้วยรูปแบบของเกมเอง ทำให้เรารู้สึกว่าตอนนี้เราเล่นเกมอยู่จริงๆ มากกว่าที่จะเป็นการตั้งใจออกกำลังกายจริงๆ ส่วนเหงื่อที่ได้ (จนท่วมตัว) ก็เป็นผลพลอยได้เท่านั้น :D

ความจริง มีเกมอื่นๆ ที่อยากเล่นอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ว่าช่วงนี้ก็ได้แต่เล่นเกมด้านบนไปก่อน จนกว่าจะเบื่อ

ปล. เพราะว่าเล่น Wii Fit + ไปงาน #mashcampbangkok ก็เลยเกิดความคิด #twfit นี่ล่ะครับ :D
ปล. 2 ตอนนี้กำลังหายืม Wiimote อีกอันมาเล่น We Cheer

ภาพ: www.online-station.net

ความฝันของลูกเป็ด ตอนที่ หนึ่ง

กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานมานี้ ณ ฟาร์มแห่ง หนึ่ง
เป็นของ ตา ยาย คู่ หนึ่ง
ภายในฟาร์ม ก็มีสัตว์อยู่หลายชนิด รวมทั้ง เป็ด ฝูง หนึ่ง
ซึ่งอาจจะดูธรรมดา แต่ก็ไม่ธรรมดา เพราะมีเป็นน้อยอยู่ตัว หนึ่ง
นิสัยแปลกกว่าใครเพื่อน จนได้ชื่อว่า ซน เป็นที่ หนึ่ง

สาเหตุก็เพราะว่า อยู่มาวัน หนึ่ง
เจ้าเป็ดน้อยเกิด หลับไป แล้วฝันอยู่เรื่อง หนึ่ง
ซ้ำไป ซ้ำมา จนเกิดข้อสงสัยในฝันนั้นอยู่พัก หนึ่ง
จนในที่สุดมันก็เอาเรื่องนั้นไปปรึกษากับเป็ดตัว หนึ่ง
เป็ดน้อย "ผมฝันว่า ผมบินได้ ผมฝันว่า ผมบินไปกับ นกตัวใหญ่ๆ ฝูง หนึ่ง"
ดูเหมือนเป็นเรื่องประหลาด เพราะเมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าเป็ดอีกตัว ถึงกับอึ้งไปพัก หนึ่ง
เป็ดตัวนั้น "เป็ดอย่างเรา บินได้อย่างมากก็แค่ข้ามเล้า ไม่มีตัวไหนที่บินได้ ดังเจ้าว่าเลยสักตัว หนึ่ง"
เป็ดน้อย เศร้าใจ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ อย่างน้อยสักวัน หนึ่ง
เราจะเป็นเป็ดตัวนั้น ตัวที่บินไปกับฝูงนก ไปยังที่ใดที่ หนึ่ง

เป็ดน้อย คิดได้อย่างนั้น ก็เลยตั้งใจว่า ต้องมีวิธีใดวิธี หนึ่ง
ที่จะทำให้เราบินได้ดังใจฝัน ซึ่งภายในวัน หนึ่ง หนึ่ง
เจ้าเป็ดน้อย ก็ได้แต่เฝ้าหาวิธีที่มันจะบินได้เรื่อยมา จนกระทั้งวัน หนึ่ง
มัน คิดว่า มันบินไม่ได้ เพราะปีกของมันสั้นไป เลยต่อปีกของมันออกไปให้ยาวขึ้นอีกหน่อย หนึ่ง
เอาขนเป็ดมาผูก เอาขนไก่มาพัน สุดท้ายก็ได้ปีกใหม่ เจ้าเป็ดน้อยแสนจะภูมิใจ ว่าปีกนี้สวยเป็นที่ หนึ่ง
ว่าแล้วไม่รอช้า กระโดดขึ้นไปบนหลังคาเล้า แล้วกระโดดลงมา ชั่วพริบตา หนึ่ง
ลมแรงๆ ยกมันขึ้นไป หอบมันขึ้นไป ลอยขึ้น ลอยขึ้นไป ห่างไกลออกไปจากฟาร์ม จนเห็นเป็เพียงจุด จุด หนึ่ง

เจ้าเป็ดน้อย แสนจะดีใจ สุขใจ ปลื้มใจ นี่ไง เราก็เป็นเป็ดตัวนั้น ตัว หนึ่ง
ที่ บิน ได้ จนเทียมเทียบกับนกฝูง หนึ่ง

แต่เจ้าเป็ดน้อย ก็ดีใจได้ไม่นาน เพราะมันเริ่มหล่นลง ดิ่งลง ร่วงลง ไปยังป่า ที่ใด ที่ หนึ่ง
แม้ว่าจะพยายาม สักเท่าใด มันก็ยังคงร่วงลง ดิ่งลง หล่นลง ไปยังป่าแห่งนั้น แห่ง หนึ่ง

--- ต่อ ภาค 2 เพราะว่าเหลืออีกนิด หนึ่ง ---

Wednesday, November 5, 2008

Zend Framework: จัดการ 404

ช่วงนี้เอา Zend Framework มาใช้นานแล้วเหมือนกัน แต่ว่ายังใช้ประสิทธิภาพของตัว framework ไม่คุ้มเท่าไหร่เลย แต่เท่าที่ใช้มาก็รู้สึกชอบกับ framework ตัวนี้ก็เข้าท่าอยู่ หรือว่าเพราะยังไม่เคยได้ลองใช้ framework ตัวอื่นหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่โดยความรู้สึก ตอนนี้ที่มานั่งคิดๆ ดู ก็เลยสรุปได้ว่า ควรจะเลือกเอา core ของตัวเองขึ้นมาให้ได้ซักอย่าง 2 อย่าง ไม่งั้นมันก็จะเป็นเป็ดเหมือนทุกวันนี้ :D

บ่นอีกแล้ว เอาเป็นว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่า จากที่ได้มีโอกาสใช้งาน framework ตัวนี้ เขียนเว็บก็พบว่า ด้วยการทำงานของตัว framework เองจะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ M - Model, V - View และ C - Controller ซึ่งตอนที่จะพูดถึงนี้ จะพูดในส่วนของ C กับ V เป็นหลัก เพราะว่าเป็นส่วนที่ นักพัฒนาจะได้เจอกับ ผู้ใช้โดยตรง และมีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดจาก การเรียกใช้งานของผู้ใช้ได้สูงเลยทีเดียว ดังนั้น นักพัฒนาที่ดี ควรจะพัฒนาแอ็บพลิเคชั่นให้รองรับกับข้อผิดพลาดดังกล่าว แค่บอกว่ามันผิด แต่ไม่ต้องให้ ผู้ใช้เจอกับ ข้อความผิดพลาดตรงๆ ก็พอแล้ว ซึ่งในตัว framework เองก็มีกระบวนการที่จะเอามาใช้จัดการข้อผิดพลาดนี้แล้ว

ซึ่งกระบวนการทำงานของ framework ก็คือ เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ในที่นี้ คือ Control (Class) ไม่สามารถเรียก Action (method) ที่อยู่ภายในได้ ก็จะไปเรียก method __call() ขึ้นมาทำงานเป็นลำดับถัดไป

ดังนั้น ผมถึงเลยเพิ่มโค้ดลงไปใน __call() เพื่อดักจับเอา message ไว้ แล้วบังคับให้แสดงผลในแบบที่เราต้องการ แบบนี้ครับ


<?php

class HomeController extends Zendo_Controller_Action
{
public function indexAction() {
// TODO: Add Code Here
}

public function meAction() {
// TODO: Add Code Here
}

public function __call($method, $params) {
// TODO: Add Code Here
}
}
?>


โค้ดด้านบนเป็นหน้าเอาไว้ใช้จัดการหน้า home เช่น ถ้า ผู้ใช้ เรียก http://myweb.com/home function indexAction ก็จะถูกเรียกขึ้นมาเพื่อจัดการข้อมูล และส่งต่อไปยังส่วนแสดงผล ให้ผู้ใช้ได้เห็น และถ้าผู้ใช้เรียกหน้า /home/me meAction ก็จะถูกเรียกขึ้นมาทำหน้าที่ แทน indexAction แต่ในกรณีที่ผู้ใช้เรียก action อื่นๆ ที่ไม่มีอยู่ภายใน Control ข้างต้น Zend ก็จะโยน Exception ออกมา แต่ในที่นี้ ได้เพิ่ม __call() ไปแล้ว ซึ่งจะถูกเรียกโดยอัตโนมัติเมื่อ Control ไม่เจอ Action ที่ผู้ใช้ระบบข้างต้น เช่น หากผู้ใช้เรียก http://myweb.com/home/edit ซึ่ง edit เป็น Action ที่ไม่มีอยู่ภายใน Control home, home จะไปเรียก __call เป็นลำดับต่อไป โดยที่ __call ต้องการพารามิเตอร์ 2 ตัว ซึ่งตาม Api Reference ของ Zend แล้ว __call จะเป็น method ที่เอาไว้ส่งต่อไปยังหน้าเพจอื่นในกรณีที่เกิดปัญหานี้ แต่ผมว่าเอามาใช้แบบนี้ก็ไม่น่าจะผิดกติกาแต่อย่างใดครับ :D

เพิ่มเติม: Zend Framework, API Reference

ตลอนทัวร์ ทำตัวมีฐานะ


ตอนนี้ก็คิดตกซักที่ เบื่อจริงๆ กับความอยากได้ของตัวเองนี่ พอมีเงินเข้ามาหน่อยก็เก็บไอเดีย อยากใช้เงินขึ้นมาเลยทีเดียว

ก็มีอยู่ 2 อย่าง (ตอนนี้ เวลานี้) คือ MacBook เป็นเครื่อง Notebook เครื่องแรกในชีวิต + Wii ที่อยากเล่น เพราะความอยากเล่น Wii Fit มากกก ด้วยเหตุผลส่วนตัว นิดหน่อย :D

ตอนนี้ก็เลยสรุปได้ซักที่ ว่าจะเอา Wii ก่อน ซึ่ง ที่แน่ๆ ไม่ได้ซื้อเงินสด ยอมโดนรีด 3% เอา แต่ถ้าเกิดฉุกเฉินอะไรก็คิดว่าคงไม่ได้ผลกระทบมากเท่าไหร่ เพราะมีเงินพอที่จะจ่ายอยู่แล้ว เพียงแค่ว่า ยังไม่อยากเอาออกมาตอนนี้ :D

เอาไว้เก็บข้อมูลตอนไปซื้อ แล้วค่อยมาเผยให้ฟังว่าจะเป็นแบบใน บล็อกตอนที่แล้ว (เล่าต่อ: ความน่ากลัวของร้าน Nadz) หรือเปล่า เอาความจริงมาตีแผ่กันเลยว่างั้น :D

Tuesday, November 4, 2008

เล่าต่อ: ความน่ากลัวของร้าน Nadz

ตอนนี้นั่งหาข้อมูลเครื่อง Wii อยู่ มีอยู่หลายร้านที่ออกจะดังในวงการ ก็เลยลองพิมพ์ชื่อร้านไป เล่นๆ อยากหาประสบการณ์หน่วยกล้าตายในเน็ตดูซะหน่อย เจอหลายร้านอยู่เหมือนกัน ทั้งดี + ไม่ดี ส่วนร้านนี้เป็นหนึ่งในนั้น อีกทั้งกะว่าจะไปซื้อที่ร้านนี้อยู่พอดี อ่านดูแล้วฮาได้ใจก็เลยขอเก็บไว้ซะหน่อย

ข้อความด้านล่างเอามาจากเว็บไซต์ dvdgameonline.com ซึ่งเขียนโดยคุณ cobra ขอเอามาแปะไว้โดยเอารูปประกอบออกก็แล้วกันครับ (ส่วนใหญ่จะเป็นรูปเจ้าหัวหอม แล้วผมก็ไม่ได้เป็นสมาชิกเลยไม่เห็นรูปที่ว่าครับ) นอกจากนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด หากต้องการได้อรรถรสของต้นฉบับจริง สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.dvdgameonline.com/forums/index.php?showtopic=43321 ครับ

ที่น่ากลัวเนี่ยไม่ใช่ ราคาสินค้า หรือการบริการ นะครับ (ร้านดีจริงใจอยู่แล้ว

แต่เป็นบรรยากาศบริเวณรอบ ๆ ออฟฟิศมากกว่า บอกเลยครับว่าหลอน มาก ๆ

ที่ ตึก ITF อยู่แถว ๆ สีลม ดูจากที่ตั้งแล้วก็ไม่น่าจะเปลี่ยวอะไรมากมายนะ ทางเข้าตึกก็ต้องเข้าทางซอยข้าง ๆ แต่ดีหน่อยที่ รปภ. เพียบดูน่าอบอุ่นดี

ไอ้ เราก็เพิ่งเข้าไปครั้งแรกก็เห็นลิฟท์ แล้วก็ดูไฮโซดีแหะ ไม่น่ากลัว ๆ พอลิฟเปิดมาก็เจอ รปภ ในลิฟอีกคน อืม..ดูแล้วก็ดีแหะรักษาความปลอดภัยได้ทั่วถึง ก็เข้าไปในลิฟท์กดชั้น 9 เห็นลิฟท์มี 30 กว่า ๆ ชั้นแนะ พอลิฟท์เปิดที่ชั้น 9 ผมก้าวออกไปก็แทบจะกระโดดกลับลิฟท์ทันที

คิดว่ามาผิดชั้นแต่พอเข้ามา ดูในลิฟท์ มันก็ชั้น 9 นี่หว่า.. คนในลิฟท์ถามด้วยความหวังดีว่า "จะไปชั้นไหนครับ" ผมบอกว่า "ชั้น 9 ครับ" เค้าก็ตอบว่า "นี่แหละครับชั้น 9" ..... อ่อ ตูมาไม่ผิดแน่

แต่ คับ....แต่ บรรยากาศแรกพบไม่ประทับใจวัยรุ่นเลย มันผิดกับด้านล่างมาก ๆ ที่ชั้นนี้มันเหมือนกับ เอ่อ....เอ่อ..............................

จะ เรียกอะไรดีละ เหมือนห้องเช่าละกันนะครับ มืด ๆ ทึบ ๆ (แหม...ถ้ามีซอมบี้ละก็ผมก็ Leon แล้วละครับในตอนนั้น) ผมก็เดินดุ่ม ๆ ไปเจอทางแยก ซ้าย ขวา ผมเลือกเลี้ยวขวามครับ พยายามหาร้าน Nadz แต่ก็ไม่พอเจอแต่ประการใด คิดว่าคงมาผิดแล้วมั้งตูพอกำลังจะเดินกลับ มีคนเปิดประตูออกมา มองผมด้วยท่าทางเป็นมิตร แล้วถามว่า "มาหาร้านเกมส์ใช่ใหมครับ " เค้าก็บอกว่าให้เลี้ยวซ้ายห้องแรกสุด โอ้พระเจ้าในที่สุดผมก็มาไม่ผิดครับ 2

แต่พอเดินไปถึงเลี้ยวซ้ายห้องแรก ก็ตะลึงครับ ภาพที่เห็นมันสุดจะบรรยาย มันทำลายทุกความหวังของผมเลยครับ (ร้ายแรงมากนะเนี่ย .......... ผมเจอ ...................เจอ.....................................เจอประตูบาน เหล็กครับ!!! ปิดสนิทแนบพื้นไม่มีรูให้แมลงสาบวิ่งผ่านเลยซักตัว แถมยังแปะข้อความที่ผมเกลียดที่สุดเวลาเดินไปทางไปตามสถานที่ ที่ตั้งใจจะไป ข้อความนั้นคือ "วันนี้ร้านหยุด 1 วัน"

เศร้าครับ เศร้ามั่ก ๆ สรุปคือวันนั้นก็ต้องนั่ง Taxi ไปสะพานเหล็ก ไปร้าน Time จนได้

ป.ล. ฝากถึงร้าน Nadz ด้วยนะครับ ถ้าเปลี่ยนที่ตั้งร้านได้ ควรพิจรณาอย่างแรงเลยนะครับ :aha:

(ข้อความที่โพสมานี้ไม่ได้มีเจตนาจะหมิ่นประมาท บุคคล สถานที่ใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวมาเล่าสู่กันฟังครับ)

ขอบคุณครับ


โดย : cobra
ที่มา : http://www.dvdgameonline.com/forums/index.php?showuser=8799

Monday, November 3, 2008

Google Maps Api: ซ่อนไม่ได้

บันทึกการใช้งาน

ตอนนี้ต้องการเอา Google Maps มาใช้กับงานที่ทำ แต่พอดีใช้งานไปแล้วก็เจอทีหลังว่า ใช้กับ Modalbox ไม่ได้ (เป็น javascript libs. ที่ใช้แสดงผล แบบเดียวกับ lightbox) อันนี้เพราะว่า ให้ Modalbox แสดงผลจาก div ที่ซ่อนอยู่ (display: none) ก็เลยได้ทะเลาะกับ Google Maps ตั้งนาน แต่พอกำหนดให้มันแสดงผลแบบธรรมดาไม่ได้ซ่อนไว้ก็จะกลายเป็น เหมือนกับ Google Static Maps ไปซะงั้น อันนี้ก็เลยเข้าใจได้ 2 สาเหตุดว่าจะมาตัว Modalbox เองที่ไม่รองรับการทำงาน ของ Google Maps หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ Google Maps ไม่แสดงผลใน บริเวณที่เคยมีการซ่อนเอาไว้ก่อน

บันทึกเพิ่มเต็ม

สาเหตุที่ไม่ได้เป็นเพราะตัวคาดว่าน่าจะเป็นเพราะตัว Modalbox เพราะว่า ผมลองให้มันแสดงผลได้แล้วแต่กลายเป็น รูป เหมือน Google Static Maps แทนที่จะเป็นแผนที่ปกติครับ

Million Ways to Mac Part IV: Why Mac?

อยากได้ mac มาก็นาน แต่ว่ายังไม่เคยมาลองนั่งคิดดูเลยว่าทำไมถึงอยากได้ ว่าจะลองทำแบบนี้ดูตั้งนานแล้วเหมือนกัน เริ่มเลยดีกว่า

ทำไมถึงอยากได้ mac : ความจริงมันเป็น "ความอยาก" ส่วนตัว + เคยได้ลองใช้แล้วรู้สึกชอบมากกว่า Notebook ตัวอื่น อันนี้อาจจะเป็นโชคดีของผมด้วยก็ได้ครับที่มีโอกาสได้ลองใช้ Notebook อยู่หลายเครื่องอยู่ (Fujitsu, Lenovo, MacBook) แต่ละยี่ห้อ ต่างก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ซึ่งผมว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเอกลักษณ์ ของตัวยี่ห้อเองมากกว่า ซึ่งเขาก็พยายามที่จะชูเอาจุดเด่นมากลบจุดด้อยของตัวเองอยู่แล้ว จากที่ใช้มา ผมคิดว่า "แมค ไม่ใช่เครื่องที่ดีที่สุด แต่ว่าเป็นเครื่องที่ผม ชอบที่สุด" เพราะแมคก็ไม่ได้ดีไปซะทุกเรื่อง เช่น เรื่องความทนทาน อันนี้ผมเซ็งตอน MacBook ตัวเก่าที่เป็นพลาสติกมาก ที่ยังไม่ซื้อ ตอนนั้น เพราะว่าเรื่องรอยร้าวของเครื่องนี่ล่ะครับ ทั้งเห็นรูปในเน็ต และได้เจอกับตัวเอง ช่วงนั้นก็เลยได้แต่ ยับยั้งชั่งใจ อยู่ว่า ถ้าซื้อมาแล้ว ต้องเตรียมตังเอาไว้เปลี่ยนแผงนั้นด้วย (เห็นราคาคราวๆ ก็ประมาณ 5,000 บาท)

แล้วจำเอามาทำอะไร : อืม... อันนี้กลัวใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าจะเอามาใช้อะไร เพราะว่ามีเครื่อง PC สเปคสูงมาก อยู่แล้วหนึ่งเครื่อง (ซื้อประกอบเอง หมดไปประมาณ 30,000 บาท กว่าๆ) ช่วงนั้น หน้ามืดตามัว ไม่ได้คิดให้ดีก่อนซื้อ เอาสูงๆ เข้าว่า ก็เลยหน้ามืดไป ทุกวันนี้ก็ใช้แค่ เขียนเว็บ กับเล่น Spore ตอนนี้เครื่องที่จะซื้อ ก็เล็งๆ MacBook 2.4 GHz (ราวๆ 60,000 บาท) ราคาก็สูงอยู่เอาการ แต่ว่านั่นล่ะครับ สนอง need :P ตอนนี้ก็เลยอยากคิดให้เยอะๆ หน่อย กลัวจะเป็นแบบเครื่อ PC แต่เหตุผลที่อยากได้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า อยากเรียนต่อครับ แล้วสาขาที่ว่าจะเรียนต่อ นี่ถ้าไม่มีเครื่องส่วนตัวคิดว่ามันจะลำบากอยู่เอาการ แล้วงานผมส่วนใหญ่เป็นเว็บ ไม่สะดวกเท่าไหร่ที่ต้องหิ้วไปไหนมาไหนบ่อยๆ เพราะว่า ลงเครื่องใหม่ก็ต้อง กำหนดค่ากันใหม่อีกรอบ ขนาดเครื่องที่ทำงาน กับเครื่องที่ห้อง ยังต้องนั่งแก้แล้วแก้อีก (ปัจจุบันยัดใส่ flash drive)

ซื้อซักที : คิดว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะซักเท่าไหร่ อันนี้เป็นโรควิตกจริตส่วนตัว เพราะว่าจากที่สังเกตุ Apple ชอบทำร้ายจิตใจพวก หน่วยกล้าตาย ทุกที มาอัพเดตสเปคบ้าง ลดราคาบ้าง อีกทั้งงาน WWDC กำลังจะมาแล้วก็เลย ก็เลยคิดว่า Apple น่าจะปล่อยของออกมาเยอะอยู่เหมือนกัน ทั้ง Snow Leopard + iWork + iLife ก็เลยไม่อยากมานั่งน้ำตาตก (ถ้าได้มีโอกาสซื้อ :P) เสียเงินรอบ 2 ก็เลยคิดว่าช่วงที่ควรจะซื้อก็น่าจะเป็น เดือนมีนาคม

อุปกรณ์เสริม : เรื่องนี่เป็นเรื่องที่ MacBook รุ่นใหม่นี่โดนก้อนอิฐไปเต็มๆ เพราะว่าตัดโน่นตัดนี่ออก โดยเฉพาะที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็คือ เปลี่ยนหัวต่อ Mini DVI ใหม่ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับคนที่มีเครื่องอยู่แล้ว และคิดว่าจะซื้อเครื่องใหม่ ทำให้ต้องซื้อ Mini DVI กันใหม่ด้วยเหมือนกัน แต่สำหรับผมอยู่ในกลุ่มที่ซื้อเครื่องใหม่ และเป็น Notebook ตัวแรก เรื่องนี้ก็เลยไม่มีผลกระทบเท่าไหร่นัก นอกจากว่ามันจะขึ้นราคา :D ส่วนเรื่อง firewire ที่เปลี่ยน อันนี้ก็ไม่มีผลเหมือนกัน เพราะว่าตั้งแต่ใช้ Notebook ยังไม่เคยใช้ port นี้เลย :P

ข้างบนก็เป็นหัวข้อที่พอจะนึกได้ตอนนี้ ส่วนเรื่อง ประสิทธิภาพของตัวเครื่อง ยังไม่มีความคิดเห็นเพราะว่า ไม่มีความรู้เรื่อง Hardware เท่าไหร่นัก ตอนนี้ก็เลยรวบรวมข้อมูล รีวิว ตัวเครื่อง ที่พอจะหาได้ เพราะที่เห็นเครื่องครั้งแรก ก็ติดใจกับเรื่องจอกระจกเป็นอันดับแรก (ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบส่องกระจกดูหน้าตัวเองเท่าไหร่ :P) แต่นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ รอให้หน่วยกล้าตายมาวิจารณ์กันก่อน :D

ช่วงนี้ก็เลย เก็บตัง + เก็บความรู้ ไปพลางๆ