หายไปนาน ตอนนี้ได้ฤกษ์กลับมาเขียนซะหน่อย เพราะมีโอกาสได้ใช้เครื่องแมคแบบเต็มที่แล้ว พอได้โอกาสแบบนี้ก็เลยอยากจะลองเล่นอะไรกับเจ้าแมคเครื่องนี้ซะหน่อย เนื่องด้วยประสบการณ์การเขียนบนแมคผมน้อยมาก ถ้าไม่รวมพวกภาษาที่ข้าม platform ได้ เช่นพวก Java, PHP หรือ Python แต่ตอนนี้คิดว่าไหนๆ ก็มีเครื่องมาอยู่ในมือ (ต้องดูแล พังมาก็ต้องรับผิดชอบซะด้วย) ไม่ได้ลองทำอะไรสักหน่อยก็เสียชาติ(คนเขียนโปรแกรม)เกิดน่าดู
ที่หาข้อมูล และได้รู้จักกับแมคมาได้พักใหญ่ๆ ก็พอรู้บ้างนิดหน่อยว่า ในแมคมีเฟรมเวิร์คเป็นของตัวเองชื่อว่า Cocoa ลองไปแงะๆ ดูบ้างแล้วเหมือนกันครับ เยอะมาก มี Xcode เป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนา (ต้องขอบคุณ @plynoi ที่ช่วยบอกครับ :P) โหลดมาใช้ได้ฟรีๆ จาก Apple ครับ ส่วนภาษาที่ใช้พัฒนาก็คือ Objective-C เป็นภาษาที่ขยายออกมาจาก C++ แต่ว่าได้เอาวิธีการของ OOP เข้ามาใช้ด้วย ส่วนโครงสร้างภาษาที่เห็นก็แปลกดีเหมือนกันครับ อาจเพราะผมเองไม่ถนัดภาษา C เท่าไหร่ แล้วยิ่งมาบนแมคด้วยก็คงต้องใช้เวลาอ่านกันนานทีเดียว
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดที่เราจะเรียนรู้ภาษาอะไรสักภาษา ก็ต้องหาโปรเจ็คที่ใช้ภาษานั้นทำครับ ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงศึกษา Objective-C อยู่ครับ แล้วค่อยออกแบบตัวโปรเจ็ค (อย่างน้อยก็ให้เข้าใจธรรมชาติของภาษาก่อน จะได้ไม่เข้าป่าเข้าดงไปซะก่อน) เท่าที่คิดไว้ก็คงไม่พ้น Application พวก mash-up บริการต่างๆ ที่มีอยู่แล้วนี่ล่ะครับ เล็งๆ ไว้ก็คงไม่เกิน twitter, twitpic, Google Maps, Google Calendar และอื่นๆ จนกว่าจะคิดได้ครับ
เพิ่มเติม :
Sunday, May 10, 2009
เริ่มต้นกับ Objective-C
Posted by
Sitdh
at
8:32 PM
0
comments
Labels: Apple, Objective-C, Programming, Tutorial
Thursday, April 23, 2009
สามัคคี
ต้นฉบับ: www.adintren.com
เห็น @iwhale พูดถึงโฆษณาตัวนี้ก็นึกขึ้นได้ครับ ตอนแรกที่ดูฮาดีนะครับ แต่ถ้าคิดลึกๆ แล้วก็เล่นเอาสะอึกเหมือนกัน แล้วยิ่งตอนนี้ด้วย เฮ้อ…. ขอให้มันผ่านไปเร็วแล้วกันครับ
Posted by
Sitdh
at
9:55 PM
0
comments
Links to this post
Monday, April 13, 2009
บรรทัดฐานการประท้วง/ความรุนแรง
บรรทัดฐานการประท้วง/ความรุนแรง - รณรงค์ขอให้ร่วมกันช่วยเก็บหลักฐานการกระทำต่างๆ ในช่วงการประท้วง
บรรทัดฐานการประท้วงบ้าน เราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความคิดที่ว่ายิ่งสร้างผลกระทบ ความเสียหายได้มากเท่าใด ก็จะยิ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากเท่านั้น เป็นความคิดที่เลวร้าย และอาจกลายเป็นเนื้อร้ายที่กัดกินประเทศชาติ ที่เราจะต้องเผชิญต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น
ผมไม่อยากเห็นบ้านเมือง ต้องอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยง วันนี้ คุณ ทำได้ เกิดขึ้นได้ ต่อไปมันก็ต้องมีอีก เป็นแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น คุณประท้วงได้ แต่คุณต้องอยู่ภายใต้กฏหมายด้วย!!!!
ผมขอ วิงวอน รณรงค์ และขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนๆ ทุกคนที่เห็นแก่ประเทศชาติ ใครจะประท้วงอย่างไรก็เชิญ แต่ถ้าใครทำผิด ทำร้ายร่างกาย ทรัพย์สิน ผมอยากให้คนเหล่านั้นได้รับผลกรรมที่เค้าก่อ.. ใครก็ได้ที่มีกล้อง มีมือถือ อยู่ใกล้เหตุการณ์ อยู่ชั้น 2 ชั้น 3 บริเวณที่ปลอดภัย หากกล้องสามารถ zoom ได้มากยิ่งดี ช่วยกันเก็บภาพ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอหน้าชัดๆ การกระทำชัดๆ แล้วเราจะร่วมกันส่งหลักฐานต่างๆ ส่งฟ้องตำรวจ ฟ้องศาลต่อไป
ขอบคุณครับ
จาก: http://talk.mthai.com/topic/54997
Posted by
Sitdh
at
1:25 PM
0
comments
Labels: Thailand
Monday, March 16, 2009
หน้าใน หน้านอก หน้าที่
เพื่อนส่ง fwd mail มาให้อีกแล้วครับ คราวนี่เป็นเรื่อง "หน้า" ข้อคิดดีๆ จากท่านปัญญาฯ ครับอ่านแล้วมีสาระ ได้ประโยชน์ด้วย เลยขอเอามาแปะไว้ที่นี่ทีแล้วกันครับ :D อีกอย่างผมนับถือท่านปัญญาฯ มากครับ ท่านเป็นพระนักพัฒนาจริงๆ พัฒนาด้วยปัญญา เพื่อสร้างปัญญา ไม่ได้พัฒนาเพื่อโหมกระพือให้คนทำบุญ
โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า แน่นอน
คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง
เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง
เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป
อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน
เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
เพื่อนทั่วไป เข้าหาผลประโยชน์ ที่ได้รับจากเรา
Posted by
Sitdh
at
3:26 PM
0
comments
Labels: dhumma, forwardmail
Sunday, March 8, 2009
ถ้วยชาแห่งความสุข
ช่วงนี้รู้สึกเฉยๆ กับพวกสินค้าพวก gadget ไอทีทั้งหลายแล้ว แต่ที่ยังมีกิเลสไม่หายก็คงเป็น MacBook รุ่นใหม่นี่ล่ะ ส่วนอย่างอื่นก็รู้สึกเฉยๆ วันก่อนไปเดินดูโทรศัพท์ กะว่าจะดูเครื่องถัดไปจากเจ้า N-Gage QD เครื่องปัจจุบัน เอาเป็นว่าเลือกไม่ถูกครับ อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้ติดตามเรื่องมือถือมานานมากแล้ว ก็คงหลังจากซื้อมือถือเครื่องนี้ล่ะครับ 3 ปีได้แล้วมั้ง ดูแล้วก็ละลานตา ตอนที่เลือกอยู่ก็ลองถามตัวเองดูเล่นๆ ว่า "เออ ซื้อแบบที่มีฟังก์ชั่นโน่นนี่ แล้วกูจะใช้หมดไหม" แล้วก็ได้คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า "ไม่" ถึงได้ใช้จริง คงแค่ 2-3 เดือนแรกที่เป็นช่วงโปรโมชั่น หลังจากนั้นก็คงไม่ได้แตะมันแน่นอน อาจจะเป็นเพราะว่าชีวิตประจำวันผมไม่ได้ติดโทรศัพท์มากเท่าไหร่ ใช้แค่โทรออก และรับสาย เพราะฉะนั้น เครื่องที่ราคาเรือนหมื่นผมคงไม่ซื้ออย่างแน่นอน ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะใช้คุณสมบัติข้อไหนของโทรศัพท์นั้นอย่างคุ้มค่า
แต่ช่วงนี้สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขกลับเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน พอดีว่าอารมณ์อยากดื่มชา ก็เลยไปถอยกาต้มน้ำมา พร้อมกับ ถ้วยชา (จากไดโซ) และใบชาอู่หลง (แพงมากห่อละ ร้อยกว่าบาท แต่ลองสักครั้งจะเป็นอะไร) วันแรกก็ลองเลยครับ เอาใบชาใส่ถ้วย แล้วก็เทน้ำร้อนลงไป สิ่งแรกที่รู้สึกได้ก็คือ กลิ่นชามันลอยมาตามไอน้ำที่ฟุ้งขึ้นมาเตะจมูก หอมมากครับ และถ้าเราจะดื่มชาให้ได้รสล่ะก็ต้องทิ้งไว้ประมาณ 1 - 2 นาที ให้น้ำร้อนดึงเอารสชาออกมาให้เต็มที่ ผมก็เลยปล่อยถ้วยชาเอาไว้ ระหว่างนั้นผมเลยนั่งทำอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอหันกลับมามองในถ้วยชา ก็เห็นว่าใบชาที่เทลงไปตอนแรก มันค่อยๆ คลี่ออกครับ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับผมมากทีเดียว ผมก็เลยกลายเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นไป รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังเฝ้ามองดอกไม้ที่กำลังบานอยู่ในถ้วยชา พอเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นชาหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นมา และแล้วก็ลองยกขึ้นมาจิบ โอ้ววว ชั่วโมงนั้นมีความสุขมากเลยครับ ไอ้ที่เหนื่อยๆ มาทั้งวันเหมือนมันก็หายไปเลยครับ ได้แต่คิดว่า "แค่นี้ล่ะ พอแล้ว เอาอะไรกันมากมายกับชีวิต ไม่เห็นจะต้องหาอะไรมากมาย มาปรนเปรอกิเลสของเรา ทำให้เรามีความสุขเลย ขอแค่ชาถ้วยเดียว ถ้วยนี้ก็มีความสุขแล้ว"
พอชาหมดถ้วย ผมก็กลับมาสู่โลกของความจริงอีกครั้ง
แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีถ้วยชาของผม
ถ้วยชาแห่งความสุข
Posted by
Sitdh
at
9:26 AM
3
comments
Labels: Miscellaneous

